Home ทั่วไป วิธีรักษาและป้องกัน โรคท้องร่วงหน้าร้อน
วิธีรักษาและป้องกัน โรคท้องร่วงหน้าร้อน

วิธีรักษาและป้องกัน โรคท้องร่วงหน้าร้อน

0
0

หน้าร้อนแบบนี้หลายคนเกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย ได้ง่าย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขั้นรุนแรง ทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียได้เร็ว ทำความสะอาดวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารได้ไม่ดี ทำให้มีสารพิษตกค้าง และอื่นๆ เราจะมีวิธีการป้องกันไม่ให้ป่วยได้อย่างไร และถ้าหากป่วยแล้วต้องดูแลรักษาเบื้องต้นแบบไหน เรานำข้อมูลดีๆ มาฝากให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เผื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะได้รักษาได้ทันท่วงที

สาเหตุของท้องร่วง

โรคท้องร่วงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสโปรโตซัว ซึ่งทำให้เรามีอาการถ่ายเหลวเป็นมูกเลือด อาเจียนและมักมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วยหรือเรียกกันว่าอาหารเป็นพิษ

Loading...

การรักษาดูแล เมื่อป่วยเป็นโรคท้องร่วงแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติมีดังนี้

-ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส (สูตรขององค์การเภสัชกรรมหรือองค์การอนามัยโลก) ให้จิบทีละนิดแต่บ่อยครั้งในปริมาณที่เท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่

-หากเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ ¼ – ½ แก้ว โดยใช้ช้อนค่อยๆ ป้อนทีละ 1 ช้อนชา ทุก 1 – 2 นาที ไม่ควรให้เด็กดูดจากขวดนม?เพราะเด็กที่มีอาการขาดน้ำจะกระหายน้ำและดูดอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทัน จนทำให้อาเจียนและถ่ายมาก

-ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือนม ควรให้อาหารเหลวบ่อยครั้ง เช่นน้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด และนมแม่สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม อาจผสมนมให้เข้มข้นเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่

-หากเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรดื่มครั้งละ ½ – 1 แก้ว โดยดื่มทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นจึงหยุดดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย จะช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว

-หากมีอาการผิดปกติควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลาหรือปัสสาวะไม่ออก (แสดงว่าขาดน้ำมาก) หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือเวลาถ่ายแล้วปวดเบ่งตลอดเวลา (อาการของบิด)

-ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะและล้างมือให้สะอาด ด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย เนื่องจากอหิวาตกโรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อง่ายและแพร่ระบาดได้

-กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงในส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นน้ำยาล้างห้องน้ำหรือน้ำยาซักผ้าขาวราดซ้ำ

-รักษาความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย รวมทั้งซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัวของผู้ป่วยให้สะอาด และนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

-ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและเกิดการติดโรคได้

การป้องกัน

-ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรรณี อธิบายว่า การล้างมือบ่อยๆ จะช่วยลดการแพร่เชื้อท้องเสียระหว่างคนต่อคนได้ ควรล้างด้วยสบู่เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร

-ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆ ครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือหรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

-แยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบกับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะบางครั้งเนื้อสัตว์หลายชนิดจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย จึงควรแยกออกจากกัน (ถ้าจะให้ดีควรงดเนื้อสัตว์ไปเลยดีกว่า) การเก็บในตู้เย็นก็ไม่ควรวางปนกัน อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท

-รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ที่สำคัญ การปรุงควรถูกต้องตามเกณฑ์ เช่น ถ้าจำเป็นต้องเก็บมารับประทานใหม่ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆ แสดงว่าอุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียสแล้ว

-การเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะควรเลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาดเสียเวลาในการเลือกนานขึ้น แต่สบายใจเมื่อนำมารับประทาน

-ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียงกับมีด ต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้งาน และควรใช้ช้อนกลางขณะที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

-เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี คือ 5 – 60 องศาเซลเซียส ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตายเพราะฉะนั้นอาหารที่เราเก็บไว้ในตู้เย็นควรอุ่นก่อนรับประทานทุกครั้ง

-ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ต้องเดินทางนั่งรถนานๆ เพราะอาหารเหล่านั้นอาจบูดเน่าได้ง่าย

-ควรลวกหอยแครงอย่างน้อย 1 – 2 นาที การรับประทานหอยแครงให้อร่อยและปลอดภัย ควรนำไปลวกในน้ำเดือดตามเวลาดังกล่าว ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อโรคและคงรสชาติไว้ได้

-ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำดื่มตามตู้กดน้ำอาจไม่ได้มาตรฐานและมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้

ขอบคุณข้อมูล : คอลัมน์เรื่องพิเศษ นิตยสารชีวจิต

Loading...